ต้นกันยาที่ผ่านมา กระแสหนังไทย “กวน มึน โฮ” และ “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” มาแรงซะจนหนังฮอลีวู้ดไปไม่เป็น โรงหนังคร่าคร่ำไปด้วยวัยรุ่น วัยเลยรุ่น และวัยร่วง ต่อคิวกันซื้อตั๋วหนังเพื่อเข้าดูหนังไทยสองเรื่องที่ว่า แต่ผมกลับสวนกระแสเลือกที่จะตีตั๋วดู “น้ำตาลแดง” หนังที่ออกตัวว่าเป็น “อีโรติก” ติดเรท 18+
ที่เลือกน้ำตาลแดงเป็นเพราะผมอยากรู้ว่าหนังอีโรติกแบบไทยๆ ณ ตอนนี้เป็นยังไง เพราะนับตั้งแต่ “จันดารา” ก็ยังไม่ได้ดูหนังอีโรติกในโรงหนังอีกเลย
น้ำตาลแดงเป็นหนังสั้น 3 เรื่องด้วยกัน โดยมีหนังปะหน้าแถมให้อีกตอนหนึ่งสั้นๆ ที่หนังใช่อธิบายถึงเหตุและความหมายของ “น้ำตาลแดง” สำหรับผมแล้วหนังปะหน้าตอนนี้เป็นตอนที่ประดักประเดิดที่สุด ตัวละครก็ดูลอยๆ ถูกจับยัดคำพูดที่ดัดจริตปรุงแต่งกรอกใส่หูผู้ชมแบบยัดเยียด ไม่เข้ากับเรื่องที่เหลือ ดูแล้วทำให้ภาพรวมของหนังทั้งหมดลดวูบลงทันที แม้จะมีทีเด็ดตรงจุกของโอเด็ตก็ตาม
“โสบนเตียง” เป็นเรื่องของนักศึกษาสาวสวยเซ็กซี่วัยสะพรั่ง ที่มีนัดหมายกามโลกีย์กับหนุ่มใหญ่วัยกลางคน
“รักต้องลุ้น” เป็นเรื่องของหนุ่มสาวนักศึกษาที่อยากลองมีเซ็กส์ระหว่างที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน
เรื่องสุดท้าย “ปรารถนา” ถ้าเป็นซักสิบปีก่อน ผมถ้าจะชอบเรื่องนี้มาก เพราะช่วงนั้นถือว่าผมเป็นแฟนตัวยงของ “หว่องกาไว” เลยทีเดียว ติดใจอารมณ์เหงาๆ ของตัวละครและบรรยากาศในหนัง ถึงกับมีบางเรื่องที่ดูซ้ำบ่อยที่สุดเท่าที่เคยดูหนังมา เรื่องนี้ว่าด้วยอารมณ์เซ็กส์เหงาๆ ของคนในเมืองใหญ่ ระหว่างหนุ่มนักสักกับหมอนวดสาว
แม้หลายคนจะบอกว่ามีฉากเด็ดตรงที่ “อุ้ม ลักขณา” โชว์ขนเพชร แต่สำหรับผมแล้ว ฉากช่วยตัวเองที่หนังแช่กล้องนิ่งไว้กว่า 10 นาที ให้ผู้ชมดูสาวเจ้าช่วยตัวเอง ถือเป็นไฮไลท์ที่สุด มันอาจจะไม่ร้อนแรงเท่าฉากของหนังอีโรติกหลายๆ เรื่อง แต่มันทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ถ้าดูคนเดียวอาจจะไม่เกิดอาการนี้ แต่เมื่อคุณดูกับผู้ชมในโรงอีกเป็นร้อยละก็ ถือว่าเป็นประสบการณ์ดูหนังสำหรับตัวเองที่แปลกๆ เหมือนกัน
บางครั้งเวลาทานอาหารบางจาน ดื่มกาแฟบางถ้วย หรืออ่านหนังสือบางเล่ม มันอาจไม่ได้เป็นจานที่เราชอบ ถ้วยที่เราติดใจ หรือเล่มที่สนุกตื่นเต้น แต่มันอาจจะมีเสี้ยวหนึ่งที่ทำให้เรานึกถึงและคิดถึงมัน เช่นเดียวกับ “น้ำตาลแดง” แม้จะไม่ได้เป็นหนังที่น่าประทับใจสำหรับผมเท่าไหร่ แต่ก็แปลกดีที่คนเป็นร้อยในโรง นั่งดูตัวละครหนึ่งในหนังส่งตัวเองขึ้นสวรรค์
