Starbucks : Origami personal drip coffee

ห่างหายไปเสียนาน ไม่ได้อัพบล็อคเลย ด้วยเหตุที่คอมเจ๊ง กลับมาอีกทีขอเอากาแฟดริปของสตาร์บั๊คส์มาเล่าสู่กันฟัง

พอดีวันนี้เพื่อนรุ่นพี่เอากาแฟสตาร์บั๊คแบบดริปจากญี่ปุ่นมาฝาก ได้ปุ๊ปก็ลองดริปทันที

1 ซองชงได้ 1 แก้ว ข้างหลังซองบอกไว้ว่า 140 ml. ก็เลยจัดการตามปริมาณที่ว่าไว้ ระหว่างที่ดริปนั้น กลิ่นไม่ได้พุ่งเหมือนกาแฟที่บดใหม่ ปริมาณผงกาแฟก็ดูจะน้อยไปซักนิดสำหรับกาที่ผมใช้ (ถ้าได้กาที่มีจงอยเล็กๆ น่าจะช่วยเรียกรสได้เพิ่มขึ้น โดยการค่อยๆ รินน้ำลงทีละนิด)

เมื่อดริปเสร็จแล้ว ก็จัดการชิมทันที กลิ่นรสค่อนข้างบางทีเดียว เบามากๆ เมื่อเทียบกับกาแฟบดใหม่ (ผมเคยซื้อ Breakfast Blend มาลองบดชงดูเหมือนกัน อาจจะนานแล้ว แต่ก็ยังจำได้ลางๆ) อาจจะไม่โดนใจสำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟรสจัดจ้าน แต่ถ้าชอบเบาๆ บางๆ ก็อาจจะถูกใจ

ก็ถือว่าสะดวกและง่ายดีทีเดียวสำหรับคนที่ต้องการชงกาแฟดื่มเอง แต่ก็ยังไม่ง่ายเท่า Starbucks VIA Ready Brew ที่ฉีกซองเทน้ำร้อนก็ได้กาแฟถ้วยหนึ่งแล้ว ซึ่งรสชาติก็ออกจะใกล้เคียงกันเสียด้วยซิ

Advertisements

สิ่งเล็กๆ ที่ขาดหายไป

ช่วงที่ผ่านมาความรู้สึกขี้เกียจเข้าครอบงำอีกครั้ง ไม่ได้เข้ามาเขียนอะไรเลย ยิ่งปล่อยนานวันเข้าก็ยิ่งขี้เกียจไปเรื่อยๆ จนต้องบอกตัวเองว่า “เขียนอะไรก็ได้ พยายามผลักความขี้เกียจให้มันออกไปก่อน” ก็พอดีกับที่ “เฮียบุ๊ง” จาก “http://bkksprolab.com/” มาเยี่ยมทักทาย ไปทานข้าวคุยกัน ก็คุยกันเกี่ยวกับ “กาแฟ” ที่ตัวผมเองพักหลังชักจะคลายความหลงใหล เพราะเอาใจออกห่างหันไปชอบทำอาหารซะมากกว่า พอกลับมาที่บ้านก็กลับมาคิดว่า “เราเป็นคนทำกาแฟใช่ไหม” “เรายังรักกาแฟอยู่รึเปล่า” แล้วตัวเองก็ตอบได้ทันทีแบบไม่ลังเลว่า “ใช่” ฉะนั้นแล้วเรายังจะปล่อยให้สิ่งที่เรารักเราชอบมันเหือดแห้งขาดชีวิตและวิญญาณอย่างนั้นรึ? แทนที่จะหาคำตอบ ผมจัดการเปิดถุงกาแฟ ต้มน้ำร้อน ลวกกระดาษกรอง เตรียมแก้วให้พร้อม แล้วก็บดกาแฟลาวที่เฮียบุ๊งเอามาฝาก ดริปกาแฟเพื่อที่จะชิมและกระหายที่จะรู้จักกาแฟอีกครั้งเหมือนเมื่อก่อน

สันนอกหมูอบน้ำมันมะกอก และซอสมะเขือเทศเห็ดแชมปิยอง

ช่วงนี้ผมติดรายการอาหารซะงอมแงม ทั้ง Top Chef และ Master Chef เปิดไปเจอทีไรเป็นต้องหยุดดูทุกที ตอนนี้ถึงขนาดต้องจดตารางวันและเวลาที่ทั้งสองรายการฉายทางทรูไว้

ดูแล้วทั้งสนุกและอยากจะเข้าครัวทำอาหาร ได้เห็นครัวในรายการแล้ว ในฝันเลยทีเดียว ส่วนวัตถุดิบต่างๆ ดูมีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น ไอ้ครั้นจะสรรหาวัตถุดิบทำอย่างในรายการก็คงหลายตังค์อยู่ ก็เลยดูในครัวตัวเองมีอะไรที่พอจะกล้อมแกล้มทำได้บ้าง

มีหมูสันนอกอยู่กิโลหนึ่ง เห็ดแชมปิยอง และน้ำมันมะกอก ก็น่าจะทำอะไรทานเป็นมื้อค่ำได้แล้ว

ว่าแล้ว ก็จัดการหั่นหมู 4 ชิ้น หนาประมาณเซ็นครึ่ง ด้วยความที่หมูสันนอกที่เอามาทำเป็นเกรดธรรมดา ทุบหมูซักหน่อยเพื่อให้นุ่มไม่ให้เหนียวเคี้ยวยาก นำไปวางในถาดสำหรับอบที่ราดน้ำมันมะกอกเตรียมไว้แล้ว ระหว่างนั้นก็เปิดเตาอบไว้ที่อุณหภูมิประมาณ 200 องศา

ปรุงรสหมูด้วยพริกไทย เกลือ และกระเทียม ทีแรกกะจะนำใบไทม์มาอบด้วยเพื่อเพิ่มกลิ่น แต่หมดไปแล้ว ก็เลยใช่โหระพาแทน ราดน้ำมันมะกอกบนหมูอีกซักหน่อย นำเข้าเตาอบ ใช่เวลาประมาณ 15 นาที หรือแล้วแต่ชอบว่าจะให้สุกประมาณไหน

ระหว่างที่อบนั้น ก็ทำซอสไปพร้อมกัน ส่วนผสมที่ใช้ทำซอส ผมกะเอาไว้พอสำหรับหมู 4 ชิ้น (หยิบจับตามความรู้สึก) นำหอมใหญ่สับผัดกับน้ำมันมะกอกในกะทะ พอเหลืองได้ที่นำพริกขี้หนูสับที่เอาเม็ดออกผัดตามเพื่อเพิ่มรสที่จัดจ้าน จากนั้นใส่ซอสมะเขือเทศ (ไม่ใช่ซอสเป็นขวดที่ไว้เป็นเครื่องจิ้ม) เป็นซอสที่ทำเองไว้ใช้กับพาสต้าในร้านอยู่แล้วก็เลยไม่ต้องปรุงรสมาก นำเห็ดแชมปิยองที่หั่นไว้แล้วใส่ลงไป ผัดต่อแป็ปหนึ่งก็เป็นอันเสร็จ ได้ซอสมะเขือเทศเห็ดแชมปิยองรสจัดจ้านแล้ว

เป็นเมนูที่ทำง่ายๆ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้ทานแล้ว ตอนแรกคิดว่าโหระพาถ้าจะไหม้ไปหน่อย แต่พอทานดู ก็โอเคครับ ไม่ได้ขมไหม้อย่างที่คิดไว้ ด้วยความที่หิวจัด ซัดไปคนเดียวซะ 2 ชิ้นครึ่ง ส่วนที่เหลือคนในบ้านก็แบ่งกันทาน ตบท้ายด้วยสมูทตี้โยเกิร์ตมะม่วงและเสาวรส เป็นอันจบมื้อค่ำที่แสนอร่อย

แก้วกาแฟนั้นสำคัญไฉน?

ผมเชื่อว่า ท่านที่เป็นนักดื่มกาแฟที่ชอบชงกาแฟทานเองที่บ้าน คงมีแก้วใบโปรดที่ใช้ประจำเวลาที่อยากซดเอสเพรสโซ่ หรือละเลียดจิบกาแฟจากการชงดริปและเพรส ผมก็คงเป็นหนึ่งในนั้นที่มักจะหยิบแก้วใบเดิมๆ เวลาอยากรื่นรมย์กับกาแฟถ้วยโปรด พอใช้ใบอื่นก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนเพื่อนที่คุ้นเคยหายไป

สำหรับแก้วกาแฟใบโปรดของตัวเอง ไม่ได้มีเหตุผลอะไรไปมากกว่า หยิบจับง่าย มีอยู่แล้วเพราะไม่อยากเปลืองตังค์ซื้อ และเวลาสัมผัสกับริมฝีปากจิบน้ำกาแฟแล้วไม่ต้องกลัวหกเพราะกระชับปาก

ส่วนตัว ผมไม่ถนัดเอสเพรสโซ่ แม้ตัวเองจะซดอยู่ทุกวัน และกาแฟถ้วยโปรดของผมมักจะเป็นหลังปิดร้าน นั่งดูหนัง อ่านหนังสือ ก็เลยชอบแก้วใบใหญ่ที่ใส่น้ำกาแฟได้เยอะ ถ้าลืมทิ้งไว้จนกาแฟเย็นชืดก็เติมน้ำร้อนได้อีก

แล้วแก้วกาแฟทำให้ดื่มกาแฟอร่อยขึ้นไหม ผมว่ามีส่วนครับ จะมากจะน้อยก็ขึ้นกับแต่ละคนแล้วว่าให้ความสำคัญขนาดไหน สำหรับผมเป็นคนชอบฟังค์ชั่นการใช้งานมากกว่าดีไซน์สวย ความสวยจึงไม่ทำให้ผมรู้สึกว่าทำให้อร่อยขึ้น ดีไซน์แปลกๆ เก๋ๆ บางทีก็เอามาชงดริปไม่เหมาะ เพราะปากแก้วไม่เรียบสม่ำเสมอบ้าง แคบเกินหรือกว้างไปสำหรับวางดริปเปอร์

แก้วทรงมั๊คจึงเป็นทรงที่ผมชอบ ปากจะป้านออกก้นถ้วยแคบ หรือจะถื่อๆตรงๆ เป็นทรงกระบอก ก็ได้ทั้งนั้น แต่ต้องไม่หนาหรือบางเกินไป หนาไปเวลาจิบกาแฟก็ทำให้ไหลย้อยลงตามแก้ว บางไป ริมฝีปากก็ชิดติดมากไปหน่อย

หูจับพอดีมือและนิ้ว ถือจับง่ายไม่หลุดมือ ไม่กิ๊บเก๋ซะผิดธรรมชาติของมือและนิ้วในการจับ เนื้อและผิวสัมผัสของแก้วต้องไม่สากมือและปาก น้ำหนักพอเหมาะกับข้อมือไม่เบาหรือหนักจนเกินไป

เอ๊ะ! ที่ว่ามาทั้งหมด เหมือนจะเรื่องมากนะเนี่ย จริงๆ แล้ว แก้วแบบไหนผมก็ใช้ได้หมดแหละครับ เพียงแต่มันจะรู้สึกสะดุดทุกครั้งเวลายกดื่ม แต่พอใช้ถ้วยใบโปรด มันกลับเหมือนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของตัวเอง ไม่รู้สึกสะดุดให้เสียอารมณ์เวลาดื่มกาแฟ

คราวหน้ามาต่อกันอีกที ว่าแก้วกาแฟที่เลือกใช้ส่งผลต่อรสชาติของกาแฟยังไงบ้าง?

“อร่อย ไม่อร่อย” หรือ “ถูกปาก ไม่ถูกปาก” (3)

มาถึงอีกปัจจัยหนึ่งที่ต่อให้อาหารเทพแค่ไหนกาแฟวิเศษเพียงใด ถ้ามีปัจจัยนี้มาเกี่ยวข้องก็อาจจะพังพาบได้ง่ายๆ นั้นคือ สภาวะแวดล้อมในขณะทานหรือดื่มทั้งจากภายนอกและภายในตัวคนกินนั่นเอง

ผมเคยคุยกันเล่นๆ กับเพื่อนว่า “เชื่อในลิ้นของนักชิม หรือผลในห้องแล็ปมากกว่ากัน” เพื่อนบอกว่า “ห้องแล็ป” ผมเห็นด้วยครับ ในแง่ความแน่นอนและสม่ำเสมอ แต่สำหรับความอร่อยนั้น เอาแน่เอานอนไม่ได้

มีหนังเกาหลีอยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเชฟและอาหาร (ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว) มีตัวละครตัวหนึ่ง เฝ้าตามตื้อขอสูตรลับความอร่อยของบะหมี่สำเร็จรูป เพราะแม้ว่าจะเพียรพยายามทำเพียงใดก็ไม่อร่อยเท่า อีกฝ่ายตอบไปว่า “ไม่มีอะไรมาก ก็แค่กินตอนหิว” เหมือนจะเป็นมุกตลกนะครับ แต่นี้แหละที่ผมว่า เป็นจุดสำคัญของความอร่อย เพราะถ้าทานอาหารที่ได้มาตราฐานความอร่อยในช่วงเวลาที่พอเหมาะ มันจะเบิ้ลอาหารจานนั้นให้อร่อยยิ่งขึ้น

ขอยกตัวอย่างซักหน่อยนะครับ “บะหมี่สำเร็จรูป” ที่อร่อยที่สุดสำหรับผม ที่จนถึงทุกวันนี้ยังจำฝังใจอยู่เลย คือตอนสมัยเรียนมหาลัย ขี่มอเตอร์ไซค์ตากฝนทั้งเปียกและหนาว ทั้งเจ็บที่เม็ดฝนกระแทกกับผิวหน้า มองทางก็ไม่ค่อยเห็นเพราะแว่นตาเต็มไปด้วยคราบน้ำ กัดฟันบึ่งมาถึงหอพักแบบเปียกปอน ตรงรี่ไปสั่งมาม่าคัพในโรงอาหาร เพราะอยากได้อะไรที่ร้อนๆ ไวๆ มาซดให้หายหนาว ระหว่างที่ซดน้ำซุปกับคีบเส้นมาม่าใส่ปาก แทบเห็นสวรรค์เลยครับ อร่อยเหลือเชื่อจนทุกวันนี้ไม่เคยกินมาม่าที่อร่อยแบบนั้นอีกเลย (ภายหลัง เอาบะหมี่สำเร็จรูปหลายๆ ยี่ห้อมาลองทานเปรียบเทียบกัน มาม่าที่เราว่าซู้ดยอด! ตอนนั้น เทียบไม่ติดกับยี่ห้ออื่น)

“บะจ่าง” อร่อยที่สุด ต้องที่ยายทำ ไปกินเจ้าไหนที่เค้าว่าอร่อยก็ไม่เท่า เพราะเราติดรสชาติอย่างนั้นไปแล้ว ตอนนั้นผมยังเป็นเด็ก วิ่งเล่นตัวมอมแมม ยายเพิ่งทำบะจ่างเสร็จใหม่ๆ กำลังร้อนๆ แกะใบตองที่ห่อออก ใช้ช้อนตัดแบ่งหลายๆ ส่วน เพื่อให้ไอร้อนระเหยออกจะได้ทานได้พอดีไม่ร้อนเกินไป ยายบอกให้โรยน้ำตาลนิดหน่อยบนบะจ่างก่อนตักเข้าปาก สำหรับเด็กๆ รสหวานของน้ำตาลที่ยังกรุ๊บๆ เป็นเม็ดเล็กๆ ละลายมั่งไม่ละลายมั่ง ทานกับบะจ่างที่เครื่องไม่มากเกินไป มีเพียงหมูและไข่เค็ม ไม่ฉุนพริกไทย เพราะยายไม่ใส่ แค่นั้นก็อร่อยเหาะแล้ว

ยกตัวอย่างแค่นี้พอละกัน เดี๋ยวจะกลายเป็นรำลึกความหลังไปซะงั้น

จริงๆ แล้ว เรื่องความอร่อย อยู่ที่ว่าเราจะจับมิติและมุมมองไหน จะพูดถึงเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบ หรือจะเป็นเทคนิคและวิธีการปรุง สถานที่บรรยากาศและการตกแต่ง ส่วนผมเลือกมองมิติทางสังคมและวัฒนธรรม ฉะนั้นแล้ว “ความอร่อยและถูกปาก” ของเราแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ

“อร่อย ไม่อร่อย” หรือ “ถูกปาก ไม่ถูกปาก” (2)

มาว่ากันต่อเรื่อง “มาตรฐานความอร่อย” กันครับ

ผมขอยกตัวอย่าง “กล้วยแขก” ละกันครับ ถ้าจะให้อร่อย สำหรับผมต้องมี 2 อย่างนี้เป็นอย่างน้อย หนึ่งคือไม่อมน้ำมัน สองคือกรอบนอกนุ่มใน ส่วนจะเลือกใช้กล้วยสุกหรือห่ามๆ นั้น ผมถือว่าเป็นความชอบส่วนตัว เป็นความถูกปากไม่ถูกปากมากกว่า บางคนชอบทานกล้วยออกฝาด บางคนก็ต้องหวานเพราะใช้กล้วยสุกทอด

ส่วนร้านไหนจะทำได้มาตรฐานของสองอย่างที่ว่า ร้านนั้นก็มีกล้วยแขกที่อร่อยระดับหนึ่งสำหรับผม ถ้าเหนือมาตรฐานหรือมีรสที่มีมิติมากไปกว่านั้น ก็จะทำให้เวลานึกถึงกล้วยแขก ก็อยากกินร้านนั้น ใครผ่านไปก็ไหว้วานกันซื้อมาฝากหน่อย

จากตัวอย่างของกล้วยแขก ผมเชื่อว่า ส่วนใหญ่ยอมรับว่า การไม่อมน้ำมัน และความกรอบ(ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า กัดแล้วเสียง “กร๊วบๆ” เพียงแต่ว่าให้รู้สึกว่ากัดแล้วสัมผัสได้ถึงแป้งที่ชุป ก่อนที่เข้าสู่เนื้อกล้วยนุ่มๆ) เป็นปัจจัยอย่างน้อยที่สุดที่ทำให้กล้วยแขก “อร่อย”

แล้วมาตรฐานความอร่อยของกาแฟเป็นอย่างไร โดยส่วนตัว ผมว่า “มาตราฐานความอร่อยของกาแฟค่อนข้างพร่าเลือน” ไม่ชัดเจนเหมือนกล้วยแขก ด้วยความที่ กล้วยแขกเป็นอาหารพื้นๆ ไม่ใคร่มีใครไปเจาะลึกลงรายละเอียดมาก ไม่เหมือนกาแฟที่ตอนนี้กลายเป็น เครื่องดื่มที่นิยมไปทั่วโลก มีการตั้งมาตรฐานจากหลายสำนัก ทั้งระดับโลกและท้องถิ่น ทำให้มาตราฐานความอร่อยของแต่ละสำนักไม่เหมือนกัน และยิ่งเป็นของที่นิยมไปทั่วโลก ความผิดเพี้ยนหรือเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละสังคมและวัฒนธรรมย่อมต้องมีอยู่เป็นธรรมดา การที่จับเอามาตราฐานจากสำนักหนึ่งมาตัดสินกับรสชาติความอร่อยที่เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่นหนึ่ง จึงดูเหมือนไม่เข้าทีเท่าไหร่สำหรับผม แต่กระันั้น ใช่ว่า ผมจะเป็นพวกไม่ยอมรับในมาตราฐาน เพียงแต่สำหรับกาแฟ มันค่อนข้างยุ๋มยิ๋มยิบย่อย คงต้องว่ากันอีกยาว (ไว้โอกาสหน้าคงได้พูดถึง)

ฉะนั้นแล้ว ผมจึงไม่เห็นด้วยที่ว่า “กาแฟขี้ชะมดอร่อยที่สุดในโลก!” เพราะผมเชื่อเรื่องความความหลากหลาย และความสลับซับซ้อนทางมิติในอาหารการกินของแต่ละท้ิองถิ่น

ส่วนเรื่อง “น้ำจิ้มหวานใน SME ตีแตก” นั้น ผมถือว่าเป็นสไตล์ของร้าน ที่เน้นหวานนำในรสน้ำจิ้ม อันนี้แล้วแต่คนชอบครับ เพราะลิ้นและพื้นเพการกินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนไวต่อรสบางอย่างมาก บางคนตั้งแต่เด็กไม่เคยกินเผ็ด พอมาเจอพริกขี้หนูเม็ดเดียว น้ำหูน้ำตาไหลพราก โดยส่วนตัว ผมถือว่า “รส” เป็นเรื่องความถูกปากมากกว่า

ตอนนี้ว่ากันไปแล้ว กับมาตราฐานความอร่อยนะครับ มาต่อกันคราวหน้ากันอีกซักตอน กับอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาหารอร่อยจานนั้นหรือเครื่องดื่มแก้วนั้นอร่อย

“อร่อย ไม่อร่อย” หรือ “ถูกปาก ไม่ถูกปาก” (1)

คืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อน เปิดทีวีดูรายการ “SME ตีแตก” แบบผ่านๆ สลับกับช่องอื่นเป็นพักๆ ไปสะดุดกับ “ความหวานของน้ำจิ้ม” ของร้านที่มาในรายการ ที่กรรมการติว่าหวานไป

ต่อมาวันอาทิตย์ เผอิญเปิดทีวีไปเจอรายการ “คู่เลิฟตะลอนทัวร์” (ไม่แน่ใจว่าใช่ชื่อรายการนี้หรือเปล่า) ที่พาไปดื่ม “กาแฟขี้ชะมด” แก้วละ 1000 บาท

ก็เลยเกิดความอยากเขียนถึง อะไรคือ “ความอร่อย” โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่า “กาแฟขี้ชะมด อร่อยที่สุดในโลก” และไม่เชื่อว่า “รสน้ำจิ้มที่หวานไปนั้น ไม่อร่อย” เพราะมันยังมีเหตุปัจจัยที่ต้องพิจารณาอีก

“กาแฟที่อร่อยที่สุดในโลก ทุกคนที่ได้ดื่มแล้วว่าอร่อยจริงรึ?” แล้วมันอร่อยแบบไหนล่ะ รสชาติเป็นยังไง ทำไมไอ้เจ้ารสแบบนั้นถึงอร่อยที่สุด ผมไม่เชื่อว่า “รสอร่อย” ของแต่ละคนจะเหมือนกัน

เวลาทานผัดกะเพรา บางคนบอกต้องมีรสหวานนำจากหอมใหญ่ บางคนเค็มนำจากซอสผัด บางคนต้องจัดจ้านทั้งเผ็ด เค็ม หวาน บางคนขอกลางๆ จะได้เติมพริกน้ำปลาทีหลัง เพราะชอบกลิ่นและรสของพริกขี้หนู

นี่เอาแค่รสนะครับยังอร่อยต่างกันขนาดนี้ ถ้าไปถึงใบกะเพราที่เลือกใช้เพราะให้กลิ่นต่างกัน หมู ไก่ หรือเนื้อที่ใส่ หั่นเป็นชิ้นหรือสับดีถึงจะอร่อย ผัดแบบแห้งๆ น้ำไม่เยอะ หรือจะผัดแบบน้ำเยอะทานแบบคลุกข้าวไปเลย

ผัดกะเพรา(อาหารที่หลายคนบอกสิ้นคิด เวลาไปทานร้านรถเข็นข้างถนน)ยังอร่อยต่างกันถึงขนาดนี้ ผมว่า อาหารอื่นๆ หรือเครื่องดื่ม ก็คงไม่ต่างกันหรอกครับ เพราะความอร่อยของเราไม่เหมือนกัน

และแม้ว่าความอร่อยของแต่ละคนจะต่างกัน สำหรับผม ความอร่อยของอาหารหรือเครื่องดื่มแต่ละอย่าง ก็ต้องมีมาตรฐานอยู่เช่นกัน เพราะถ้าเราไม่ขีดเส้นมาตรฐานนี้ไว้ คงพูดกันยากครับเรื่องความอร่อย คงเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเป็นแน่

เอาไว้ต่อตอนหน้าครับ เดี๋ยวจะยาวเกินไป